เมื่อขาบู๊ฯ...... | ภาค 1 | ภาค 2 | ภาค 3 | ภาค 4 | ภาค 5 | - กลับหน้าหลัก (Home) - |

 

 

เมื่อ "ขาบู๊" ก้าวสู่งานวิจัย

     นี่เป็นบทความที่ผมใช้เขียนแนะนำตัวให้กับน้องๆ ที่ผมจะต้องไปสอนการใช้คอมพิวเตอร์ในงานวิจัยเชิงคุณภาพ  ผมมักจะพิมพ์เป็นเล่มเล็กๆ แจกให้ไปอ่านก่อนที่จะมาเจอกันตอนลงพื้นที่ เพื่อที่ผู้เรียนจะได้รู้จักผู้ที่จะมาสอนดีขึ้น

 

     มาอ่านกันเลยครับ ..........

------------------------------------------------------------------------------

  ปกิณกะ … สาระปนฮา  เรื่อง

เมื่อ “ ขาบู๊ ” ก้าวสู่งานวิจัย .....

 

ค่ำวันหนึ่ง ช่วงปลายเดือนเมษายน 2549 ....

    “ ไปสูงเนินแทนให้หน่อยนะ เราติดงานอบรมอีกโครงการหนึ่งพอดีเลย ช่วงนั้น ”   เค้าเอ่ยปาก

     “ ได้สิ .. แต่เราไม่รู้เรื่องงานวิจัยนี่เลยนะ จะได้เรื่องรึเปล่าน่ะ ”  ... เราตอบ

     “ ได้สิ .... ครั้งนี้อาจารย์เขาจะสอนการใช้ EXCEL ในการบันทึกข้อมูลวิจัยน่ะ เธอคงฟังรู้เรื่อง เพราะเป็นเรื่องคอมๆ ที่ชอบนี่ ”

       “EXCEL กับงานวิจัยเหรอ เห็นแต่ใช้ SPSS กัน น่าสนใจนี่ ”

“ นั่นน่ะสิ เห็นว่าสนใจ ก็เลยอยากให้ไปหน่อย ”

“ ได้อยู๊ (ลากเสียงยาววว) ... แต่ก่อนไปช่วยสอนเราด้วยนะว่าทำอะไรมามั่ง ... ไม่งั้นไปแล้วไม่รู้เรื่องอายแย่เลย ”

……….

เพลงประกอบ    

( โปรดเปิดฟัง หรือร้องไปด้วย ได้บรรยากาศดี) “ ไม่ใช่แฟน ทำแทนไม่ได้” ของ ตั๊กแตน – ชลดา

                          .... คนที่ไม่ใช่แฟน ทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ 

                        เหนื่อยก็รู้ เหงาก็เข้าใจ แต่ไม่อาจให้ยืมอ้อมแขน

                  คนที่ไม่ใช่แฟน ทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ 

                  หน้าที่ตามฐานะใจ ห้ามเดินก้าวล้ำเส้นแฟน 

                  ภาระในเขตอ้อมแขน ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้  

 

นี่แหละครับ ที่มาของ “ การเดินทางไกล” อีกครั้งหนึ่งในชีวิตนี้

 

            วันที่ออกเดินทาง ออกจากบ้านแต่เช้าเลย ระหว่างทางก็เจออุปสรรคปัญหามากมายที่ทดสอบกำลังใจ ความตั้งใจที่จะ “ เดินทางไกล” นี้มากมาย ทั้งรถถูกชนชนขับต่อไม่ได้ที่แก่งคอย ต้องทิ้งรถไว้ที่แก่งคอยแล้วนั่งรถไฟต่อมาลงที่นครราชสีมา ทั้งภาระงานที่ต้องไปทำที่ขอนแก่นในการเดินทางครั้งนี้ และอีกสารพัดเรื่องราวที่เจอะเจอ เหมือนกับจะทดสอบกำลังใจและกำลังกายของเราว่าจะสามารถเดินทางไกลไปสู่สิ่ง ที่ยิ่งใหญ่ข้างหน้าได้หรือเปล่า

ความ เดิม นำมาจาก “ บทเรียนที่เรียนรู้” เล่ม 1 ของชมรมพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทย ... นำมาต่อเติมเสริมแต่งเพื่อให้เกิดอรรถรสในการอ่านและความทันสมัยเป็น ปัจจุบัน

 

 .................................................................................................................................

 

                 ท่านที่เคยเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปนครราชสีมา จะทราบดีว่าใช้เวลาประมาณ 3 - 4 ชั่วโมง

 

.... แต่ ผมใช้เวลา 12 ชั่วโมงครับ .... 

 

                ไปถึงโรงแรมรายาแกรนด์ โคราช ได้รับการต้อนรับอย่างดีมาก ๆๆๆๆ ทั้งๆที่ไม่รู้จักใครมาก่อนเลยซักคน แต่เสียงตามสายที่โทรหากันตลอดวัน เพราะเป็นห่วงและสงสัยว่าทำไมมาไม่ถึงซะทีคือพี่อ้อย (รุจิวรรณ) ก็ต้องขอบพระคุณในความเป็นห่วง ทั้งๆที่ไม่เคยได้รู้จักกันมาก่อนเลย

 

            และสมาชิกนักวิจัยรุ่น 3, พี่เลี้ยง, พี่ๆชมรมฯ และอาจารย์ ก็ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น แอบคิดปลื้มอยู่ในใจว่าเออเนอะ เจ้านายเราเค้า” ป๊อบ” (Popular) เหมือนกันนี่นา    และ ความผูกพันกันและกันก็มีมากขึ้นจวบจนทุกวันนี้ ด้วยว่าผมนั้นมาจากแดนไกล เป็นคนนอกวงการ แล้วยังไม่รู้เรื่องเล้ย วิจงวิจัยเนี่ย ก็อดหวาดหวั่นไม่ได้ว่าจะเป็น “ จุดอ่อนของทีม” หรือเปล่าหนอ

 

มาถึงก็ได้เวลาที่ทานอาหารเย็นกันพอดี เมื่อเรียบร้อยแล้วก็มีการเรียนต่อภาคกลางคืนอีก (หา !! มีเรียนกลางคืนด้วยเหรอเนี่ย      อู๊ววว อะไรจะโหดปานนั้น) แล้วเราจะไหวมั้ยเนี่ย แหะๆ หาเรื่องลำบากซะแล้วเราหนอเรา ...   พอเข้าห้องประชุมก็ถูกเชิญให้ไปแนะนำตัวว่าเป็นใคร มาจากไหน มาทำอะไร ( มาแทนใคร) ก็เรียกเสียงเฮฮาและเสียงแซวได้จากสมาชิกมากพอสมควร คือเค้าแปลกใจน่ะว่าทำแทนได้ด้วยเหรอ ก็ไม่รู้สิครับ ผมน่ะ วานร ครับ (= ว่านอนสอนง่าย – คือเค้าใช้ให้ทำอะไรก็ทำให้เค้าได้หมดแหละ 555)

 

วันรุ่งขึ้น ก็ถูกเชิญให้มายืนหน้าชั้นแต่เช้าเลย ทบทวนกันอีกครั้งว่าเป็นใคร มาจากไหน มาทำอะไร (มาแทนใคร) ก็ยังเป็นมุขฮากันอยู่ตราบจนถึงรุ่นหลังๆนะครับเนี่ย รุ่นพี่และเพื่อนๆก็ทักทายหยอกล้อเฮฮากัน สร้างความสนิทสนมกันมากขึ้น จากนั้นก็เข้าสู่การเรียนรู้ในภาคเช้า

 

อาจารย์ปู่ (พอ.นพ.ทวีศักดิ์   นพเกสร) ได้แนะนำถึงประโยชน์ของการใช้ EXCEL กับงานวิจัย ซึ่งเป็นการเปิดโลกทัศน์ของเราได้ดีมากๆเลย จากความคิดเดิมๆว่า EXCEL นั้นเป็นโปรแกรมสำหรับใช้กับตัวเลขอย่างเดียว อาจารย์แนะให้รู้ว่าสามารถใช้คุณสมบัติของโปรแกรมมาจัดการกับตัวอักษร หรือข้อความยาวๆก็ยังได้ แถมทำได้รวดเร็วกว่าที่จะไปใช้โปรแกรมประมวลผล หรือโปรแกรมฐานข้อมูลซะอีกแน่ะ

 

และเมื่อได้ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลแล้ว ก็เป็นขั้นตอนของการอ่านเพื่อศึกษาหาข้อมูลลึกๆจากที่ได้มา โดยในครั้งนี้เป็นที่มาของคำว่า Read and Delete  ( อาจารย์ให้ไป Read and Reread แต่เพื่อนๆไป Delete ข้อความกันซะงั้น) ในช่วงบ่ายก็แยกย้ายกันไปอ่าน ก็เกิดสงสัยมากมายว่า เอ๊ ... ตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนมาเนี่ย สอนไม่ถึง 1 ชั่วโมงเองนะ แต่ให้อ่านโน่นอ่านนี่ซัก 10 ชั่วโมงได้มั้งเนี่ย 55   เลยกะว่า เดี๋ยวค่ำๆ ต้องถามซักหน่อยแล้ว ให้อ่านทำไมเยอะนักหนา แต่สอนหน่อยเดียวเอง (อะอ๊ะ ท่านผู้อ่านอย่าลืมเด่ะ ... ผมน่ะ “ ขาบู๊” นะครับ ไม่ใช่ “ จอมบุ๋น” น่ะนะ โปรดเข้าใจซักหน่อย) พอมาทานอาหารเย็น ( ค่ำแล้ว) ก็ถามเลย ตามประสา “ ขาบู๊” ไงครับ ก็ได้รับคำตอบแบบ “ โดนๆ” เลยว่า .....

 

                “ ถ้าผมบอกแบบนี้ ๆ ๆ เลยก็จะเป็นความคิดแบบเดียว (แบบที่ผมบอก) .... ผมอยากให้ทุกคนมองตามแบบของตัวเอง สิ่งนี้จะยั่งยืนติดตัวคุณไปตลอด เป็นสไตล์ของคุณพร้อมหลักทฤษฎีที่คุณเรียนรู้ไปจากที่นี่”

 

 

                จริงแฮะ .... 5 ปีแล้ว เราเป็นตัวของเราอยู่ แต่แน่นขึ้นๆด้วยภูมิความรู้ที่เก็บเกี่ยวได้จากที่อาจารย์ ชี้แนะ + ถ่ายทอดให้ ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ทั้งจากการสอนและการทำให้ดู รวมทั้งการปล่อยให้ไปทำเองแล้วผิด เมื่อโซซัดโซเซมา ก็จะถูกถามว่ารู้มั้ยว่าผิดตรงไหนอย่างไร อ่ะนะ ..... ไม่มีการบอกตรงๆเลย ต้องให้เราสารภาพผิดมาทุกกระทง แล้วอาจารย์จะถามอีกว่า อ่ะ แล้วรู้มั้ยว่าที่ถูกที่ควรน่ะทำอย่างไร ??? ( ดูเหมือนไม่ได้สอนนะเนี่ย แต่นี่แหละคือการสอนที่จำได้แม่นไปจนตายเลยแหละ)

 

                .... เมื่อเราบอกว่าที่ถูกที่ควรต้องอย่างนี้ ๆ ๆ  อาจารย์ก็ ฮื่อ ๆ นั่นแหละ ไปทำอย่างงั้นสิ

 

                .... มีงี้ด้วย ???

 

                บรรยากาศในแต่ละวัน เป็นบรรยากาศของการ “ เรียนรู้” จริงๆ คือมิได้เป็นเพียงแต่การเรียนการสอนเท่านั้น แต่เราจะต้อง “ เรียนรู้” ทั้งกระบวนการ เนื้อหา การระดมและการยอมรับความคิดเห็น การใช้ทักษะในด้านต่างๆในการทำงานร่วมกัน ฯลฯ ดีที่ว่าเราผ่านสนามเหล่านี้มาหลายแห่งพอสมควร เพราะในภาคเอกชนจะมีการจัดกิจกรรมแบบนี้ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวอยู่เสมอ จึงสามารถปรับตัวและทำความเข้าใจได้ตามเพื่อนๆในกลุ่มทัน การทำงานในโครงการนี้มีแต่ความร่วมมือกัน ไม่มีช่องทางที่ใครคนใดคนหนึ่งจะ “ แตกแถว” ได้เลย เพราะกระบวนการและบรรยากาศจะหลอมให้ทุกคนเป็นอย่างนั้น ซึ่งมาทราบทีหลังว่า อาจารย์กับพี่เลี้ยงนั่นแหละที่คอยทำบรรยากาศให้เป็นอย่างนั้น ก็ในวันที่เราก้าวขึ้นมาเป็นพี่เลี้ยงรุ่นหลังนี่แหละ ถึง อ๋อ ..... มิน่าล่ะ บรรยากาศ หรือที่เรียกกันว่า Setting ทั้งหลายนั่นน่ะ ไม่ใช่ธรรมชาติเป็นใจหรอกนะ บรรดาพี่เลี้ยงนี่แหละคอยลิขิตให้ ( ฮา............)

 

                จากวันนั้นมาถึงวันนี้ เรามีเพื่อนมากมายก่ายกอง ชนิดที่ว่า ไปไหนทั่วไทย ป่วยตรงไหนแวะไปเหอะ พรรคพวกเพียบ เช่น สกลนคร นครพนม โคราช เชียงใหม่ เชียงราย ตาก นครสวรรค์ พิษณุโลก อุทัยธานี จันทบุรี ชุมพร สุราษฎร์ นครศรีธรรมราช กระบี่ ระนอง ภูเก็ต สตูล สงขลา ไปจนถึงนราธิวาสโน่นแน่ะ

 

รุ่น 1 ถึง รุ่น 3 มีนักวิจัยเกือบ 100 คน

และในรุ่น 4 รวม 3 Node แล้วก็กว่า 100 คนเช่นกัน

รุ่น 5 นี่ คาดว่ารวมๆกันแล้วกว่า 200 คนนะนั่นน่ะ

 

 .......................................................................................

 

ตั้งแต่วันที่แยกย้ายกันกลับบ้านจากครั้งครานั้น ก็รู้สึกว่า อืม... นี่เป็นโลกทัศน์ใหม่ของเราอีกมุมหนึ่งเลยนะเนี่ย น่าจะศึกษากระบวนการนี้ เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและการทำงานให้จริงจังซะหน่อยนะ ก็เลยขออนุญาตคุณท่านว่าครั้งหน้าเนี่ย ขอติดตามไปด้วยคนนะจ๊ะ ( คุณท่านก็เออ ดี ดี ขับรถให้ด้วยแหละ ดี) ก็เลยได้ไปพบกับสมาชิกอีกครั้งหนึ่งที่ อ.สูงเนิน ซึ่งเป็นที่ที่รุ่น 3 ลงพื้นที่เก็บข้อมูล และในครั้งนี้จะต้องจัดกิจกรรมคืนข้อมูลสู่ชุมชน ซึ่งเป็นอีกกระบวนการที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อนว่าต้องมีด้วยเหรอ แล้วหน้าตาจะเป็นไงเนี่ย

 

                ด้วยเหตุที่ว่างานเราก็ต้องทำ อยากดูก็อยากดู ในครั้งนั้นก็ไม่ได้อยู่ในวัน “ ไคลแมกซ์” คือวันที่จัดกิจกรรมคืนข้อมูลสู่ชุมชน ด้วยว่าต้องกลับก่อนก็รู้สึกเสียดายยิ่งนัก แต่ก็ได้รับการเล่าอย่างละเอียดลออจากเจ้านาย จึงพอนึกภาพได้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ก็เลยขออนุญาตไปทางชมรมเลยว่า ขอเป็นลูกศิษย์ในรุ่นถัดไปเลยได้ป่าว พี่ๆก็แสนจะใจดีบอกว่ามาเหอะ คอยติดตามข่าวโครงการละกัน

 

                ห่างหายกันไปอีกหลายเดือน ก็ได้เวลาจัดประชุมวิชาการประจำปีที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ ก็ได้มีโอกาสติดตามเจ้านายไปอีก ได้เห็นการจัดการของทีมงานชมรมในการจัดงานใหญ่ๆขนาดนี้โดยไม่ต้องไปจ้างทีม การจัดการเหมือนที่อื่นๆเลย ก็รู้สึกสนใจและทึ่งในความสามารถของพวกรุ่นพี่ๆ ( ทำได้ไงฟะ) เลยใช้วิชาที่อาจารย์ปู่สอนมาน่ะแหละ เอามาใช้กับกลุ่มนี้ซะเลย คือทั้งการสังเกตอย่างมีและไม่มีส่วนร่วม การไปสัมภาษณ์เรื่องลึกๆที่เราอยากรู้ในแต่ละคน และการรวมกลุ่มกันเม้าท์ ( ฮา........) ก็ได้ความรู้ในการจัดการงานประชุมใหญ่ๆที่ต้องรองรับผู้เข้าร่วมประชุมพัน กว่าคน ผู้เข้าพักร้อยกว่าห้อง ตลอดจนผู้สนใจที่เข้าๆออกๆอีกพันกว่าคน ในห้องประชุมใหญ่และห้องนำเสนอผลงานห้องย่อยอีก 5 ห้อง ได้อย่างไร งานนี้เก็บข้อมูลได้หอบเบ้อเริ่มแน่ะครับ (คุ้มนะเนี่ย)

 

                ตัวละครที่อดที่จะกล่าวถึงในครั้งนั้นมิได้   ก็ เห็นจะเป็นพี่สุพัฒน์ ที่ต้องคอยดูแลน้องๆที่ไม่ค่อยมีความรู้ ถึงไม่มีความรู้เอาเสียเลยในด้านคอมพิวเตอร์และโปรแกรมที่ใช้งาน ฯลฯ สังเกตว่าพี่เค้าไม่มีเวลาว่างเลย เดี๋ยวคนโน้นมาถาม คนนี้มาตามไปแก้ปัญหา ยังมีพี่อู่ทองอีกคนที่ถูกตามทั้งวัน (กลางคืนไม่รู้ตามได้ป่าวนะคร้าบ 5555)

 

          ยังมีเจ๊แจ๋ว ที่รับบทผู้จัดการกลางได้อย่างดี คือเช้าแต่ละวัน เจ๊จะเดินดูความไม่เรียบร้อยในแต่ละจุด แล้วไปกระซิบบอกพี่ๆที่ดูแลแต่ละเรื่องให้มาจัดการ เราก็ไม่รู้จักหรอกว่าคนนี้เป็นใคร มาจากไหน หนอยแน่ะ ใส่สูทสวยเชียว เดินมาตรวจห้อง 1 แล้วถามเรานะว่าเป็นใคร เป็นเจ้าหน้าที่โรงแรมเหรอ ?? อ้าว ๆ เจ๊ ไม่รู้เรอะว่าผมเป็นใคร (ฮา ..........)

           

 

-----> ไปต่อภาค 2 กัน

 

เมื่อขาบู๊ฯ...... | ภาค 1 | ภาค 2 | ภาค 3 | ภาค 4 | ภาค 5 |